บทที่ 5 สงครามประสาท
ความเงียบที่เคยเกิดจากความละเลย บัดนี้กลายเป็นความเงียบที่พลอยไพลินตั้งใจมอบให้เขาอย่างเลือดเย็น เธอเริ่มขีดเส้นแบ่งชีวิตของตัวเองอย่างชัดเจนและเด็ดขาด
พลอยไพลินย้ายของใช้จำเป็นทั้งหมดไปอยู่ห้องนอนเล็กฝั่งปีกซ้ายของบ้าน และลงกลอนล็อกประตูแน่นหนาทุกคืน ตัดขาดการรับรู้จากสามีโดยสิ้นเชิง
ในขณะที่ติณณ์ก็เริ่มเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากคนที่เคยกลับบ้านหลังเที่ยงคืนแทบทุกวันเพราะโหมงานหนัก บัดนี้เขากลับเลื่อนประชุมและยกเลิกงานทั้งหมด
รถหรูของประธานบริหารหนุ่มจอดนิ่งอยู่หน้าคฤหาสน์ตรงเวลาหกโมงเย็นเป๊ะในทุกวัน เขาเร่งรีบกลับบ้านอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เพียงเพื่อจะกลับมาพบกับ... ความว่างเปล่า
ทว่าพลอยไพลินยังไม่หยุดอยู่แค่นั้น เมื่อการขอหย่าเพียงครั้งเดียวไม่ได้ผล เธอก็เริ่มวางใบหย่าที่ลงลายเซ็นไว้แล้วในทุกที่ที่มั่นใจว่าเขาจะต้องเห็น
วันจันทร์มันวางเด่นอยู่บนโต๊ะทำงานในห้องหนังสือ วันอังคารเสียบไว้ที่พวงมาลัยรถยนต์ วันต่อ ๆ มาก็ผลัดเปลี่ยนไปตามจุดต่าง ๆ ทั่วทั้งบ้านอย่างจงใจ
ทุกครั้งที่สายตาคมกริบเหลือบไปเห็นกระดาษแผ่นนั้น ติณณ์จะชะงักนิ่งไปราวกับถูกแช่แข็ง ก่อนจะหยิบมันขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ แล้วเดินนำไปเก็บล็อกไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำงาน
ทีละฉบับ... ทีละฉบับ...
จนกระทั่งลิ้นชักชั้นล่างสุดเกือบจะเต็มไปด้วยใบหย่าที่มีลายมือชื่อของพลอยไพลินกำกับอยู่ เขาทำราวกับว่าการซ่อนมันไว้จะช่วยหลีกเลี่ยงความจริงอันโหดร้ายได้ ทั้งที่รู้ดีอยู่แก่ใจว่าปัญหาไม่มีวันหายไป
มื้อเย็นของทุกวันบัดนี้ได้กลายสภาพเป็นสงครามประสาทอันแสนเยือกเย็น ทั้งสองคนยังคงนั่งร่วมโต๊ะอาหารตามหน้าที่ แต่กลับไม่มีบทสนทนาใด ๆ หลุดออกมาเลยแม้แต่คำเดียว
มีเพียงเสียงช้อนส้อมกระทบจานกระเบื้องแผ่วเบา พลอยไพลินตักข้าวเข้าปากอย่างสงบและราบเรียบ ราวกับว่าผู้ชายที่นั่งอยู่ตรงหน้าเป็นเพียงธาตุอากาศที่ไม่มีตัวตน
ส่วนติณณ์... แม้ภายนอกจะแสร้งทำเป็นนั่งทานอาหารตามปกติ แต่สายตาคู่คมกลับคอยลอบมองเธออยู่ตลอดเวลาด้วยความกระวนกระวายใจ
เขาคอยเฝ้ามองว่าเธอกินข้าวได้กี่คำ และผิวพรรณยังดูซีดเซียวจากพิษไข้ในวันนั้นอยู่หรือไม่ แต่ทุกครั้งที่พลอยไพลินเงยหน้าขึ้นมา ติณณ์จะรีบหลบสายตาไปทางอื่นทันที
ความเฉยเมยและสายตาที่ว่างเปล่าของภรรยา กำลังทำให้คนที่เคยควบคุมรับมือได้กับทุกสถานการณ์อย่างเขาเริ่มเสียอาการและรนราญอย่างเห็นได้ชัด
ใจหนึ่งเขาอยากจะเอ่ยปากถามว่าเธอยังโกรธเขาอยู่ไหม อาการไข้ดีขึ้นหรือยัง แต่อำนาจทิฐิและศักดิ์ศรีที่ค้ำคอมาตลอดชีวิต กลับทำให้ทุกคำพูดเหล่านั้นจุกติดอยู่ในลำคอ
คืนนั้น เมื่อพลอยไพลินวางช้อนส้อมลงเป็นสัญญาณว่าอิ่มแล้ว และกำลังเตรียมตัวลุกออกจากโต๊ะอาหารเหมือนเช่นทุกวัน ติณณ์ก็ทนเก็บกักความอึดอัดต่อไปไม่ไหวอีกต่อไป
"พลอย..."
น้ำเสียงของเขาเข้มขึ้น
"เราต้องคุยกัน"
พลอยไพลินเพียงแค่หยิบผ้าเช็ดปากขึ้นมาซับมุมปากอย่างเชื่องช้า เธอไม่ตอบรับ และไม่แม้แต่จะเหลือบสายตาขึ้นมองหน้าเขาเลยด้วยซ้ำ
ร่างบางลุกขึ้นยืน นำจานอาหารของตัวเองถือเดินมุ่งหน้าไปทางห้องครัวอย่างเงียบ ๆ โดยไม่สนใจความต้องการของสามี
"ผมบอกว่าให้คุยกันก่อน!"
ติณณ์รีบสาวเท้าลุกเดินตามไปขวางหน้าไว้ทันที
"เรื่องใบหย่า... คุณทำแบบนี้ไปเพื่ออะไรกันแน่"
พลอยไพลินยังคงก้าวเดินต่อไปข้างหน้า ราวกับไม่ได้ยินกระแสเสียงอันสั่นพร่าของเขา เธอเดินเบี่ยงผ่านร่างสูงใหญ่ไปเฉย ๆ เหมือนเขาเป็นเพียงอากาศธาตุ
ก่อนจะก้าวขึ้นบันไดตรงเข้าห้องนอนปีกซ้ายของตัวเองไปทันที
เสียงลงกลอนล็อกประตูดังแว่วแกร๊กชัดเจนในความเงียบ ทิ้งให้ติณณ์ยืนนิ่งค้างอยู่หน้าบันไดเพียงลำพังด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง
เช้าวันต่อมา ภายในห้องทำงานกว้างขวางของตำแหน่งประธานบริหาร ติณณ์เดินวนไปวนมาทั่วห้องอย่างกระสับกระส่ายและไร้สมาธิ
เสื้อเชิ้ตเนื้อดีที่เคยเรียบกริบยับย่นเล็กน้อย มือหนายกขึ้นขยี้ผมซ้ำ ๆ ด้วยความหงุดหงิดใจอย่างถึงที่สุด ยามเมื่อริวเดินถือแฟ้มเอกสารด่วนเข้ามาในห้อง
และเมื่อเห็นสภาพอันน่าเวทนาของคนเป็นเจ้านาย เลขานุการคนสนิทก็ได้แต่ลอบถอนหายใจออกมาเบา ๆ อย่างระอาใจ
ตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมา ชายหนุ่มขึ้นชื่อว่าใจเย็นและไร้ความรู้สึกที่สุดในแวดวงธุรกิจ แทบจะไม่เป็นอันทำงานทำการเลยแม้แต่น้อย
"บอสครับ เอกสารอนุมัติโครงการ..."
"วางไว้บนโต๊ะก่อน"
ติณณ์เอ่ยตัดบททันทีโดยไม่ฟังคำรายงาน ก่อนจะหันมามองหน้าเลขาคู่ใจด้วยสีหน้าเคร่งเครียดและหนักใจอย่างปิดไม่มิด
"ริว... ฉันควรทำยังไงดี"
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความสับสน
"พลอยไม่ยอมพูดกับฉันเลย เธอทำเหมือนฉันไม่มีตัวตนอยู่ในบ้านหลังนั้นแล้ว"
"และลิ้นชักโต๊ะทำงานของฉัน... มันกำลังจะเต็มเพราะใบหย่าของเธออยู่แล้ว!"
ริวหลุดหัวเราะหึออกมาเบา ๆ อย่างเอือมระอาในความซื่อบื้อของเจ้านายตนเองก่อนจะเอ่ยขึ้น
"บอสครับ... ถ้าให้ผมพูดในฐานะผู้ชายคนหนึ่ง"
"เลิกทำตัวเป็นก้อนหินไร้ความรู้สึกก่อนเถอะครับ"
"เดินเข้าไปบอกคุณพลอยตรง ๆ ว่า 'ขอโทษ' มันจะดีกว่าไหมครับ"
"แล้วก็บอกเธอไปซะ ว่าที่บอสรีบบินด่วนกลับมาจากสิงคโปร์ในวันนั้น เพราะเป็นห่วงเธอจนแทบจะบ้าตายอยู่แล้ว"
ติณณ์ชะงักนิ่งไปทันที แววตาคมไหววูบอย่างคนทำตัวไม่ถูก
"จะ... ให้ฉันพูดประโยคแบบนั้นจริง ๆ เหรอริว"
"เอ้า!"
ริวส่ายหน้าไปมากับความไร้เดียงสาในเรื่องความรักของประธานหนุ่ม
"นั่นภรรยานะครับบอส ไม่ใช่ลูกน้องในบริษัท"
"คุณพลอยเธอไม่ได้อยากเอาชนะบอสหรอกครับ เธอแค่ต้องการอยากจะรู้ว่า บอสจะยอมลดทิฐิและอีโก้ลงเพื่อเธอ บ้างไหม"
"ถ้าบอสยังคงทำตัวเป็นท่านประธานผู้หยิ่งทะนงอยู่แบบนี้... ก็เตรียมปากกาไว้เซ็นใบหย่าได้เลยครับ"
คำพูดตรงไปตรงมาของเลขาทำให้ติณณ์ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ทำงานอย่างหมดแรง สองมือกุมหน้าแน่นด้วยความรู้สึกมืดแปดด้าน
เป็นครั้งแรกในชีวิตที่นักธุรกิจผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ในเวทีใด ๆ กลับรู้สึกหมดหนทางอย่างสิ้นเชิง เขาไม่ได้แพ้ให้กับการแข่งขันทางการค้า แต่กำลังจะพ่ายแพ้ให้กับความรักของตัวเอง... เพียงเพราะไม่รู้วิธีเอ่ยคำว่า "ขอโทษ" ออกมา
